วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารราชการ

          การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม  (Participatory Governance)    คือ การบริหารราชการที่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ที่เกี่ยวข้อง  หรือผู้มีส่วนได้เสีย(Stakeholder)   ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการบริหารและดำเนินงานของรัฐ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อที่จะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน 
 
           วัตถุประสงค์การพัฒนาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม
          - สร้างความเข้าใจในความหมายและความตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารราชการแบบ มีส่วนร่วม 
          - สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน 
          - เสริมสร้างทัศนคติเกี่ยวกับการบริหารราชการที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและภาคส่วนอื่นๆ  ในสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในงานราชการในระดับต่างๆ 
          - สร้างความรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบและลักษณะสำคัญของการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม

 
          หลักการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน  การเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาคราชการนั้น International Association for Public Participation ได้แบ่งระดับของการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็น 5 ระดับ ดังนี้
1. การให้ข้อมูลข่าวสาร ถือเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับต่ำที่สุด แต่เป็นระดับที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นก้าวแรกของการที่ภาคราชการจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วมในเรื่องต่าง ๆ วิธีการให้ข้อมูลสามารถใช้ช่องทางต่าง ๆ เช่น เอกสารสิ่งพิมพ์ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อต่าง ๆ การจัดนิทรรศการ จดหมายข่าว การจัดงานแถลงข่าว การติดประกาศ และการให้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ เป็นต้น
2. การรับฟังความคิดเห็น เป็นกระบวนการที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงและความคิดเห็นเพื่อประกอบการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐด้วย   วิธีต่าง ๆ เช่น การรับฟังความคิดเห็น การสำรวจความคิดเห็น การจัดเวทีสาธารณะ   การแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ เป็นต้น
3. การเกี่ยวข้อง เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน หรือร่วมเสนอแนะแนวทางที่นำไปสู่การตัดสินใจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าข้อมูลความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนจะถูกนำไปพิจารณาเป็นทางเลือกในการบริหารงานของภาครัฐ เช่น การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพิจารณาประเด็นนโยบายสาธารณะ ประชาพิจารณ์ การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเสนอแนะประเด็นนโยบาย เป็นต้น
4. ความร่วมมือ เป็นการให้กลุ่มประชาชนผู้แทนภาคสาธารณะมีส่วนร่วม โดยเป็น  หุ้นส่วนกับภาครัฐในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ และมีการดำเนินกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เช่น คณะกรรมการที่มีฝ่ายประชาชนร่วมเป็นกรรมการ เป็นต้น
5. การเสริมอำนาจแก่ประชาชน เป็นขั้นที่ให้บทบาทประชาชนในระดับสูงที่สุด โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เช่น การลงประชามติในประเด็นสาธารณะต่าง ๆ โครงการกองทุนหมู่บ้านที่มอบอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมด เป็นต้น
 
 การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน อาจทำได้หลายระดับและหลายวิธี ซึ่งบางวิธีสามารถทำได้อย่างง่าย ๆ แต่บางวิธีก็ต้องใช้เวลา ขึ้นอยู่กับความต้องการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน ค่าใช้จ่ายและความจำเป็นในการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงต้องมีการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน การรับฟังความคิดเห็น การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม รวมทั้งพัฒนาทักษะและศักยภาพของข้าราชการทุกระดับควบคู่กันไปด้วย
 จากหลักการและความจำเป็นดังกล่าวทำให้การพัฒนาระบบราชการที่ผ่านมาได้รับการพัฒนากระบวนการบริหารราชการที่สนับสนุนการปรับกระบวนการทำงานของส่วนราชการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น หรือที่เรียกว่า “การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม”


การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารราชการ

          การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม  (Participatory Governance)    คือ การบริหารราชการที่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ที่เกี่ยวข้อง  หรือผู้มีส่วนได้เสีย(Stakeholder)   ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการบริหารและดำเนินงานของรัฐ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อที่จะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน 
 
           วัตถุประสงค์การพัฒนาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม
          - สร้างความเข้าใจในความหมายและความตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารราชการแบบ มีส่วนร่วม 
          - สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน 
          - เสริมสร้างทัศนคติเกี่ยวกับการบริหารราชการที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและภาคส่วนอื่นๆ  ในสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในงานราชการในระดับต่างๆ 
          - สร้างความรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบและลักษณะสำคัญของการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม

 
          หลักการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน  การเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาคราชการนั้น International Association for Public Participation ได้แบ่งระดับของการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็น 5 ระดับ ดังนี้
1. การให้ข้อมูลข่าวสาร ถือเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับต่ำที่สุด แต่เป็นระดับที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นก้าวแรกของการที่ภาคราชการจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วมในเรื่องต่าง ๆ วิธีการให้ข้อมูลสามารถใช้ช่องทางต่าง ๆ เช่น เอกสารสิ่งพิมพ์ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อต่าง ๆ การจัดนิทรรศการ จดหมายข่าว การจัดงานแถลงข่าว การติดประกาศ และการให้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ เป็นต้น
2. การรับฟังความคิดเห็น เป็นกระบวนการที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงและความคิดเห็นเพื่อประกอบการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐด้วย   วิธีต่าง ๆ เช่น การรับฟังความคิดเห็น การสำรวจความคิดเห็น การจัดเวทีสาธารณะ   การแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ เป็นต้น
3. การเกี่ยวข้อง เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน หรือร่วมเสนอแนะแนวทางที่นำไปสู่การตัดสินใจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าข้อมูลความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนจะถูกนำไปพิจารณาเป็นทางเลือกในการบริหารงานของภาครัฐ เช่น การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพิจารณาประเด็นนโยบายสาธารณะ ประชาพิจารณ์ การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเสนอแนะประเด็นนโยบาย เป็นต้น
4. ความร่วมมือ เป็นการให้กลุ่มประชาชนผู้แทนภาคสาธารณะมีส่วนร่วม โดยเป็น  หุ้นส่วนกับภาครัฐในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ และมีการดำเนินกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เช่น คณะกรรมการที่มีฝ่ายประชาชนร่วมเป็นกรรมการ เป็นต้น
5. การเสริมอำนาจแก่ประชาชน เป็นขั้นที่ให้บทบาทประชาชนในระดับสูงที่สุด โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เช่น การลงประชามติในประเด็นสาธารณะต่าง ๆ โครงการกองทุนหมู่บ้านที่มอบอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมด เป็นต้น
 
 การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน อาจทำได้หลายระดับและหลายวิธี ซึ่งบางวิธีสามารถทำได้อย่างง่าย ๆ แต่บางวิธีก็ต้องใช้เวลา ขึ้นอยู่กับความต้องการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน ค่าใช้จ่ายและความจำเป็นในการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงต้องมีการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน การรับฟังความคิดเห็น การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม รวมทั้งพัฒนาทักษะและศักยภาพของข้าราชการทุกระดับควบคู่กันไปด้วย
 จากหลักการและความจำเป็นดังกล่าวทำให้การพัฒนาระบบราชการที่ผ่านมาได้รับการพัฒนากระบวนการบริหารราชการที่สนับสนุนการปรับกระบวนการทำงานของส่วนราชการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น หรือที่เรียกว่า “การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม”


บทบาทของประชาชนในการพัฒนาสังคม



          มนุษย์จัดเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากในสังคม    และเป็นองค์ประกอบที่เป็นหน่วยย่อยของสังคม สังคมจะเจริญหรือ
พัฒนาได้นั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของประชาชนที่เป็นองค์ประกอบในสังคมนั้น ๆ การที่สังคมจะพัฒนาได้จำเป็นต้องเริ่มต้น
พัฒนาในหน่วยย่อยของสังคม อันได้แก่การพัฒนาคนก่อน
          การพัฒนาครอบครัว    หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และประเทศ การพัฒนาสังคมในหน่วยย่อยไปสู่การพัฒนา
สังคมที่เป็นหน่วยใหญ่ ๆ มีจุดเริ่มต้นที่เหมือนกันคือการพัฒนาที่ตัวบุคคล บุคคลเหล่านั้นจะกระจัดกระจายอยู่ตามสังคม
ต่าง ๆ     โดยเฉพาะประชาชนจำนวนมากอยู่ตามชนบท ถ้าประชากรเหล่านั้นได้รับการพัฒนาให้เป็นบุคคลที่มีจิตใจดี   
มีความเอื้อเฟื้อ มีคุณธรรม รู้จักพึ่งตนเอง มีความร่วมมือร่วมใจกัน มีความคิดริเริ่มดี มีความเชื่อมั่นในภูมิปัญญาของตน
และพร้อมที่จะรับความรู้ทางด้านวิชาการ วิชาชีพ    และข่าวสาร ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมแล้วประชาชน
เหล่านี้จะเป็นกลุ่มที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ
          การพัฒนา  ไม่ว่าจะเป็นชนบทหรือในเมือง การฝึกให้คนมีความสามารถและมีการเรียนรู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมใน
การดำเนินงาน   นับว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ   ซึ่งการพัฒนาคนที่ดีที่สุด คือ การรวมกลุ่มประชาชนให้เป็นองค์กรเพื่อ
พัฒนาคนในกลุ่ม เพราะกลุ่มนั้นก่อให้เกิดการเรียนรู้ การคิดและการแก้ปัญหา กลุ่มฝึกบุคลิกภาพของคน   ฝึกการทำงาน
ร่วมกัน ช่วยให้คนพัฒนาในด้านความคิด ทัศนคติ ความมีเหตุผล อันเป็นรากฐานของประชาธิปไตย

          การพัฒนามีจุดมุ่งหมายคือ สร้างความสุขความเจริญแก่ประชาชนช่วยให้สถานการณ์ที่ไม่น่าพอใจไปสู่
สถานการณ์ที่น่าพอใจ   ดังนั้นประชาชนจึงควรเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการทุก ๆ ขั้นตอน เพราะถ้าหาก
เขาเป็นผู้คิดค้นปัญหา จัดลำดับความสำคัญของปัญหา กำหนดหลักวิธีการและขั้นตอนการแก้ปัญหาและเข้าร่วม
การปฏิบัติงานแล้ว   จะทำให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเต็มที่ ดังนั้นบทบาทของประชาชน
ในการพัฒนาสังคม ก็คือ ประชาชนต้องมีบทบาทที่ต้องกระทำใน 2 ด้าน คือการพัฒนาตนเอง และการพัฒนาสังคม
โดยการมีส่วนร่วม ดังนี้
1. การพัฒนาตนเอ

          การพัฒนาตนเอง หมายถึง    การพัฒนาตนเองด้วยตนเอง หรือการสอนใจตนเองในการสร้างอุปนิสัยที่ดีเข้า
ทดแทนอุปนิสัยที่ไม่ดี ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง และประโยชน์ในการอยู่ภายในสังคมได้อย่างสงบสุข  ได้แก่


  • การพัฒนาบุคลิกภาพ เช่น ความซื่อสัตย์ การยกย่องผู้ที่ทำความดี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักของส่วนรวม การตรงต่อเวลา การรู้จักเสียสละในทางที่ถูกที่ควร
  • การพัฒนาทางด้านอารมณ์ ได้แก่ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง การมองโลกในด้านดี การมีสติ เป็นต้น
  • การพัฒนาด้านสติปัญญา เช่น การพัฒนาความรู้ การพัฒนาทักษะทางวิชาชีพ การพัฒนาความคิด ฯลฯ
  • การพัฒนาด้านการเข้าสังคม เช่น มนุษยสัมพันธ์ ความอ่อนน้อมถ่อมตน การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มีลักษณะของการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี

          นอกจากการพัฒนาตนเองในด้านบุคลิกภาพ    อารมณ์ สังคม สติปัญญา แล้วบุคคลควรมีค่านิยมที่เกื้อหนุน
การพัฒนาสังคมอีกด้วย    อันได้แก่ ความมีระเบียบวินัย ความขยันขันแข็งมานะอดทน การอดออม การไม่ฟุ้งเฟ้อ   
ความขยันหมั่นเพียร การทำงานหนัก ความประหยัด ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ การยกย่องผู้ที่ทำความดี    
ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักของส่วนรวม ตรงต่อเวลา รู้จักเสียสละในทางที่ถูกที่ควร
2. การพัฒนาสังคมโดยการมีส่วนร่วม
  • การมีส่วนร่วมคือกระบวนการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ในทุกขั้นตอนของการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการ
    วางแผน การดำเนินการ การจัดการตามแผน การกำกับติดตาม การประเมินผล และการรับประโยชน์จากการ
    พัฒนาโดยถือว่าการพัฒนานั้นเป็นของประชาชน ซึ่งสามารถแบ่งระดับของการมีส่วนร่วมได้ 3 ระดับ คือ
    1. ระดับเป็นผู้ใช้ประโยชน์ เป็นการเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยการรับประโยชน์อย่างเดียว โดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างอื่น ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดของการมีส่วนร่วม
    2. ระดับเป็นผู้ให้ความร่วมมือ เป็นระดับการมีส่วนร่วมที่สูงขึ้นมา ระดับนี้ประชาชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง
      โดยการคอยให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะขอความร่วมมือ
      จากประชาชนในเรื่องใด และเมื่อใด การรู้จักกาลเทศะ มีความอดทน ควบคุมอารมณ์ได้ดี ต้องตัดสินใจ
      ได้รวดเร็ว รู้จักใช้คำพูดได้อย่างเหมาะสม และเป็นนักฟังที่ดี
    3. ระดับเป็นผู้ตัดสินใจ ระดับนี้ประชาชนจะเป็นผู้ศึกษาสถานการณ์ และตัดสินใจที่จะดำเนินการในเรื่อง
      ต่าง ๆ นับตั้งแต่การวางแผนการดำเนินการ การประเมินผล และการแบ่งปันผลประโยชน์ เจ้าหน้าที่
      ของรัฐจะเป็นเพียงผู้คอยให้คำแนะนำปรึกษา ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดของการมีส่วนร่วม

          อย่างไรก็ตาม การที่ให้มีตัวแทนของประชาชนเพียงบางคนเข้ามาร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่  เพื่อตัดสินใจทำ
กิจกรรมสำหรับหมู่บ้านนั้น ไม่ใช่ “การมีส่วนร่วมของประชาชน”

          การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง  จะต้องเปิดโอกาสให้ทุกคน ทุกกลุ่มในหมู่บานมีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจที่จะ
ดำเนินการใด ๆ เพื่อตัวเขา และเพื่อหมู่บ้านของเขา โดยตัวของเขาเอง ซึ่งลักษณะการทำงานดังกล่าวจะมีลักษณะ
ของ  “หุ้นส่วน” ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน ซึ่งจะเป็นผู้ได้รับผลที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา   การทำงานลักษณะนี้ 
จะต้องเริ่มโดยการรวมกลุ่มประชาชน ตามกิจกรรมพัฒนาที่จัดขึ้นและค่อย ๆ เพิ่มความสามารถและความรับผิดชอบ
ในการดำเนินการตามกระบวนการพัฒนาให้แก่ประชาชน  จนในที่สุดให้ประชาชนสามารถดำเนินงานด้วยตนเองตาม
ลำพังได้ โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องมีความตั้งใจและจริงใจที่จะสนับสนุนการปฏิบัติงานของประชาชนให้เป็นดังนี้อย่าง
ต่อเนื่องและอดทน

  • ขั้นตอนของการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาสังคมมีขั้นตอนต่อไปนี้
    1. การมีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหาและสาเหตุของปัญหา
    2. ขั้นตอนนี้ เป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญที่สุด เพราะถ้าประชาชนยังไม่สามารถเข้าใจปัญหา และสาเหตุของ ปัญหาด้วยตัวของเขาเอง กิจกรรมต่าง ๆ ที่ตามมาก็ไร้ประโยชน์ เพราะประชาชนจะขาดความเข้าใจ และมอง ไม่เป็นความสำคัญของกิจกรรมนั้น สิ่งหนึ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ประชาชนเป็นผู้อยู่กับปัญหาและรู้จักปัญหาของ ตนดีที่สุด แต่อาจจะมองปัญหาของตนไม่ชัดเจน จนกว่าจะมีเพื่อนมาช่วยตนวิเคราะห์ถึงปัญหาและสาเหตุของ ปัญหา
    3. การมีส่วนร่วมในการวางแผนการดำเนินงาน
    4. การวางแผนดำเนินกิจกรรม เป็นขั้นตอนต่อไปที่ขาดไม่ได้ เพราะถ้าหากเจ้าหน้าที่ต้องการ แต่ผลงานการพัฒนา วัตถุให้เสร็จสิ้นโดยฉับไวก็จะดำเนินการวางแผนงานด้วยตนเอง ผลที่ตามมาก็คือต่อไปเมื่อขาดเจ้าหน้าที่ ประชาชน ก็ไม่สามารถจะดำเนินการวางแผนงานได้ด้วยตนเอง อาจจะมีความยากลำบากที่จะผลักดันให้เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ เป็นเพียงเพื่อนของประชาชนในการวางแผน เพราะประชาชนอาจจะมีการศึกษาน้อย แต่ถ้าไม่ให้เขาเข้าร่วมใน ขั้นตอนนี้ โอกาสที่ประชาชนจะได้รับการศึกษา และพัฒนาตนเอง ในการวางแผนดำเนินงานก็จะหมดไป เพราะฉะนั้น เจ้าหน้าที่จะต้องทำใจให้ได้ว่า การศึกษาใดก็ตามต้องเริ่มจากความยก ง่าย เร็ว ช้า จากระดับของผู้ที่จะรับการ ศึกษา ไม่ใช่จากระดับความรู้ความสามารถของเจ้าหน้าที่
    5. การมีส่วนร่วมในการลงทุนและปฏิบัติงาน
    6. ประชาชนมีแรงงาน และมีประสบการณ์ที่สามารถเข้าร่วมในกิจกรรมขั้นนี้ได้เพราะในกิจกรรมพัฒนาบางประเภท ถ้าหากให้ประชาชนร่วมลงทุนในกิจกรรม จะทำให้เขามีความรู้สึกเป็นเจ้าของ เกิดการบำรุงรักษา รักและหวงแหน ในทางตรงข้าม ถ้าเขาไม่มีส่วนร่วมในขั้นตอนนี้ ถ้าการลงทุนและการปฏิบัติงานทั้งหมดมาจากภายนอก ถ้าเกิด อะไรเสียหาย เขาก็ไม่เดือดร้อนมากนัก เพราะเมื่อไม่ใช่ของเขา เขาก็จะไม่บำรุงรักษา ไม่รักไม่หวงแหน นอกจากนั้นการเข้าร่วมปฏิบัติงานด้วยตนเอง จะทำให้เขาเรียนรู้การดำเนินกิจกรรมอย่างใกล้ชิด และสามารถดำเนิน กิจกรรมชนิดนั้นด้วยตนเองต่อไปได้
    7. การมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผลงาน
ประชาชน ควรมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผลงาน เพื่อที่จะสามารถบอกได้ว่างานที่ทำไปนั้นได้รับผลดี
ได้รับประโยชน์หรือไม่อย่างไร ดังนั้นในการประเมินผลควรที่จะต้องมีทั้งประชาชนในชุมชนนั้นเอง และคนนอก
ชุมชนช่วยกันพิจารณาว่า กิจกรรมที่กระทำลงไปนั้นเกิดผลดีหรือไม่ดีอย่างไร ซึ่งจะทำให้ประชาชนเห็นคุณค่า
ของการทำกิจกรรมนั้นร่วมกัน

การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

วันที่ 2 มี.ค. 2554 
 
       การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นถือเป็นการปกครองโดยประชาชน และเพื่อประชาชน บทบาททางการเมืองของประชาชนในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยจึงเป็นหัวใจของระบบนี้ ดังนั้นการเข้ามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองของประชาชนจึงถือเป็นกระบวนการที่สำคัญยิ่ง จากผลการสำรวจทางการเมืองสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่เบื่อหน่ายการเมือง หากปล่อยให้สถานการณ์ทางการเมืองเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย โดยไม่มีการแก้ไขปัญหาที่ระบบการเมือง ไทยให้น่าเชื่อถือและปราศจากปัญหาความขัดแย้งและทุจริต ในอนาคตประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับปัญหาการผูกขาดอำนาจทางการเมืองของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยกลุ่มนักการเมืองรุ่นเก่าสืบทอดอำนาจกันเป็นทอด ๆ หรือเป็นระบบเครือญาติ ก็จะเป็นปัญหาเรื้อรังและไม่หมดไปจากสังคมไทย เนื่องจากไม่มีนักการเมืองรุ่นใหม่ที่สนใจเข้ามาทำงานด้านการเมือง หากประชาชนเบื่อหน่ายและหันหลังให้กับการเมือง จึงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปตรวจสอบนักการเมือง และมักจะนิ่งเฉยต่อปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น
 
 
       จากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มีหลายมาตราที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สิทธิในการมีส่วนร่วมทางการ เมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญได้มีการเปิดกว้างทั้งด้านรูปแบบ และวิธีการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างชัดเจน
      การมีส่วนร่วมทางการเมือง จึงหมายถึงการที่ประชาชนเข้าร่วมดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เพื่อที่จะมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐ หรือผู้นำรัฐบาล รวมทั้งกดดันให้รัฐบาลกระทำตามความประสงค์ของตนหรือกลุ่มตน และการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นเครื่องชี้วัดพัฒนาการทางการ เมืองในระบอบประชาธิปไตยของแต่ละประเทศ การมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงควรเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นประเทศที่พัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่ในระดับที่ดีแล้ว ก็มักจะกำหนดให้ประชาชนทุกระดับมีสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามกฎหมายที่มีผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติของกระบวนการทางการเมือง
      การมีส่วนร่วมทางการเมือง จึงเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อมีอิทธิพลในการตัดสินใจของรัฐบาลเป็นสำคัญ และการกระทำใดที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกนโยบายของรัฐบาล หรือเลือกบุคคลสำคัญที่สามารถกำหนดนโยบายของรัฐบาลได้ ก็ไม่ถือเป็นการมีส่วนร่วมทาง การเมือง
 
 
 
     เนื่องจากประชาธิปไตยมีหลายรูปแบบ อาทิ แบบทางตรง แบบทางอ้อม ยกตัวอย่างรูปแบบของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทางตรง คือการที่ประชาชนของรัฐทั้งหมดเป็นผู้ใช้อำนาจในการปกครองโดยตรงด้วยการร่วมกันประชุมพิจารณาเรื่องต่าง ๆ หรือทำหน้าที่เป็นสภาเอง เนื่องจากอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน โดยมีหลักการว่าประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์ในสังคม กล่าวคือประชาชนมีส่วนร่วมในการบัญญัติกฎหมาย แต่ในปัจจุบันนี้ไม่สามารถนำประชาธิปไตยทางตรงมาใช้ได้ เพราะจำนวนประชาชนมากเกินกว่าจะให้โอกาสประชาชนทุกคนเข้ามาใช้สิทธิในการปกครองประเทศได้ จึงมีการนำประชาธิปไตยโดยผู้แทนหรือประชาธิปไตยโดยอ้อมมาใช้
      หลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ประชาชนจะเลือกผู้แทนทำหน้าที่แทนตนในรัฐสภา และเจตจำนงของรัฐสภาถือเป็นความต้องการของประชาชน โดยที่ประชาชนยังมีช่องทางในการควบคุมทางการเมืองการปกครองได้บ้าง โดยขอบเขตของการมีตัวแทนของปวงชนนั้น ต้องเป็นไปอย่างกว้างขวาง ประชาชนทั่วไปต้องมีสิทธิที่จะมีตัวแทน สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งจะเป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือมีเงื่อนไขกีดกันประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมิได้ และสิทธิพื้นฐานของประชาชนต้องได้รับการรับรอง เช่น สิทธิในการพูด สิทธิในการเขียน สิทธิในการประกอบอาชีพ สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการนับถือศาสนา ซึ่งต้องเป็นสิทธิที่เท่าเทียมกัน
      การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนนั้นอาจเกิดขึ้นได้ในหลายลักษณะ เช่น การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง การพูดคุยเรื่องการเมือง การช่วยพรรคการเมืองในการรณรงค์หาเสียง การเข้าร่วมประชุมทางการเมือง การเป็นผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้ง หรือแม้แต่การเดินขบวนประท้วง หรือสนับสนุนการดำเนินการของรัฐที่ยังผลให้ตนเองได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยแบบตัวแทน คือการมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้งผู้แทนที่ไม่มีการทุจริตและไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง

การมีส่วนร่วมของประชาชน

การมีส่วนร่วมของประชาชนกับประชาธิปไตย


การมีส่วนร่วมของประชาชนกับประชาธิปไตย

วันที่ 9 พ.ค. 2554 
สุทธิมา สัญวงษ์ นักสื่อสารมวลชน ชำนาญการ
 
       นักรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับว่าการเมืองเป็นเรื่องของการจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าเพื่อสังคม ด้วยอำนาจที่ชอบธรรม และมีอำนาจบังคับให้มีการปฏิบัติตามการจัดสรรนั้น สิ่งที่มีคุณค่าในสังคมของประเทศนี้ ได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติ การจัดสรรที่ดินทำกิน การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ทะเล แม่น้ำลำธาร ภูเขา คลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ สิ่งเหล่านี้คือทรัพยากรที่มีคุณค่าในสังคม เป็นสิทธิประโยชน์ทั้งหลายที่คนพึงจะได้รับในฐานะที่เป็นคนในแผ่นดินนี้ เพราะฉะนั้นการจัดสรรให้คนได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน ได้รับการคุ้มครองในชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน
        สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของคนที่รับมอบอำนาจการปกครองในการทำหน้าที่จัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าที่ชอบธรรม โดยใช้อำนาจที่ชอบธรรม เรียกว่ากิจกรรมทางการเมือง ซึ่งไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว การเลือกตั้งเป็นกระบวนการให้ได้มาซึ่งนักการเมือง เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ออกกฎหมาย กำหนดนโยบาย และวางระบบต่าง ๆ ของประเทศ สิ่งที่ออกมาจากการวางระบบคือการทำกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม
       ปี ๒๕๕๔ เป็นปีที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีประกาศเตรียมทูลเกล้าทูลกระหม่อมยุบสภาในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม๒๕๕๔ และคณะกรรมการการเลือกตั้งจะจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๔๕ ถึง ๖๐ วันตามที่กฎหมายกำหนด คาดว่าจะมีการเลือกตั้งในปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะต้องดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน
      ในส่วนของการณรงค์เรื่องการเลือกตั้งนั้น รศ.ดร.ชูศักดิ์ เอกเพชร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี กล่าวไว้ในช่วงหนึ่งของการบรรยายเรื่อง "การมีส่วนร่วมในการส่งเสริมประชาธิปไตย” แก่อาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านในพื้นที่ ๗ จังหวัดภาคใต้ตอนบนเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ณ โรงแรมไดมอนด์พลาซ่าว่า จากประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับการเลือกตั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การรณรงค์การเลือกตั้งในยุคนี้คงไม่มีใครรณรงค์เน้นย้ำในเรื่องของการจัดคูหาเลือกตั้ง เรื่องบัตรเสีย หรือการกาบัตรไม่ถูกต้อง แต่เน้นการรณรงค์ให้เลือกผู้แทนอย่างมีเหตุมีผล ด้วยความเป็นห่วงว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีวิธีคิด มีเหตุผลอะไรที่ต้องเลือกผู้สมัครคนนี้ และมีเหตุผลอื่นที่ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเข้าใจว่าผู้สมัครคนนี้เป็นคนดีหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องกังวลและให้ความสำคัญกับการรับรู้ข้อมูล รับรู้ถึงภูมิหลังของผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างเพียงพอ รวมทั้งมีความเข้าใจ มีความเชื่อมั่นว่าผู้สมัครคนนี้จะทำงานเพื่อบ้านเมืองและสามารถเป็นตัวแทนที่ดีได้ ไม่ใช่เลือกด้วยเหตุผลที่มีคนฝากมา เพราะการเลือกแบบนั้นจะมีผลประโยชน์อื่นติดตามมาด้วย
      ดังนั้น เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี ๒๕๕๔ เกิดความสุจริต เที่ยงธรรมและโปร่งใสตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงต้องมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง ด้วยการให้ความสนใจ แสวงหา และติดตามข่าวการเลือกตั้ง ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจในประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอ รวมกลุ่มกับผู้สนใจเพื่อเข้าไปมีส่วน ร่วมในการเลือกตั้ง รณรงค์เผยแพร่ให้พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง เพื่อนบ้านมีความรู้และเห็นความสำคัญของการเลือกตั้ง และที่สำคัญต้องมีการตรวจสอบรายชื่อของตนเองและครอบครัวว่ามีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งครบถ้วน หรือมีรายชื่อบุคคลอื่นปรากฏอยู่ในทะเบียนบ้านของตน เพื่อจะได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือถอนรายชื่อผู้ที่ไม่ใช่บุคคลในครอบครัวได้ทันเวลา
     การเมืองจึงไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองหรือคนที่ได้อำนาจเพียงอย่างเดียว แต่การเมืองเป็นเรื่องของประชาชนที่ต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่มีผลต่อชีวิตและความเป็นอยู่ เพื่อให้นักการเมืองนำความคิดเห็นไปประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายและการตัดสินใจในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นการเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจ เป็นการสร้างฉันทามติและทำให้ง่ายต่อการนำไปปฏิบัติ ช่วยให้เกิดความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมขึ้นในสังคม
 

การมีส่วนร่วมของชุมชน


  แนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชน  (People’s Participation)  ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชนบท ทั้งนี้ ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5  ที่มุ่งเน้นคนเป็นสำคัญมากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ  ได้พยายามเปลี่ยนแปลงแนวทางการพัฒนาจากระดับบนลงล่าง  (Top - down)  มาเป็นจากระดับล่างขึ้นบน (Bottom - up)  แนวทางดังกล่าวสอดรับกับแนวคิดของ  โอคเลย์  (Oakley. 1984 : 17) ได้กล่าวว่า   แนวทางจากระดับล่างขึ้นบนนี้  เกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับแนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชน   ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหาย (Missing ingredient)ในกระบวนการพัฒนา  การมีส่วนร่วมของชุมชนนั้น มีนักวิชาการได้อธิบายและให้ความหมาย  ปัจจัย  ขั้นตอนการมีส่วนร่วมของชุมชน  รูปแบบของชุมชนต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาไว้มากมาย  ซึ่งผู้วิจัยได้นำมากล่าวไว้เท่าที่จำเป็นและ
สอดคล้องกับแนวทางการศึกษา ดัง
นี้
 1.    ความหมายของการมีส่วนร่วมของชุมชน
     การมีส่วนร่วมของชุมชนนั้นมีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ดังนี้
  โคเฮนและอัฟฮอฟ  (Cohen and Uphoff. 1981 : 6)  ได้ให้ความหมาย  การมีส่วนร่วมของชุมชนว่า  สมาชิกของชุมชนต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องใน  4  มิติ  ได้แก่ 
1.       การมีส่วนร่วมการตัดสินใจว่าควรทำอะไรและทำอย่างไร
2.      การมีส่วนร่วมเสียสละในการพัฒนา รวมทั้งลงมือปฏิบัติตามที่ได้ตัดสินใจ
3.      การมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน
4.      การมีส่วนร่วมในการประเมินผลโครงการ
                                   โดยสร้างโอกาสให้สมาชิกทุกคนของชุมชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมช่วยเหลือและเข้ามามีอิทธิพลต่อกระบวนการดำเนินกิจกรรมในการพัฒนา รวมถึงได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนานั้นอย่างเสมอภาค  องค์การสหประชาชาติ  (United  Nation. 1981 : 5)  และ
รีเดอร์  (
Reeder. 1974 : 39)  ได้ให้ความหมายเจาะจงถึงการมีส่วนร่วม  ว่าการมีส่วนร่วมเป็นการปะทะสังสรรค์ทางสังคม  ทั้งในลักษณะการมีส่วนร่วมของปัจเจกบุคคล  และการมีส่วนร่วมของกลุ่ม
                          นอกจากนี้ สุชาดา  จักรพิสุทธิ์ (ออนไลน์. 2547) ศึกษาเรื่องชุมชนกับการ          มีส่วนร่วมจัดการศึกษา  สรุปได้ว่า การมีส่วนร่วมของชุมชน  แบ่งได้ออกเป็น  2  ลักษณะ  ได้แก่
                                           1.    ลักษณะการมีส่วนร่วมจากความเกี่ยวข้องทางด้านเหตุผล โดยการเปิดโอกาสให้สังคม องค์กรต่างๆ ในชุมชน ประชาชนมีบทบาทหลักตามสิทธิ  หน้าที่ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน  ตั้งแต่การคิดริเริ่ม  การพิจารณาตัดสินใจ วางแผน การร่วมปฏิบัติและการรับผิดชอบในผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมทั้งส่งเสริม ชักนำ สนับสนุนให้การดำเนินงานเกิดผลประโยชน์ต่อชุมชนตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดด้วยความสมัครใจ
                                           2.    ลักษณะการมีส่วนร่วมจากความเกี่ยวข้องทางด้านจิตใจ เป็นการมีส่วนร่วมของชุมชน  ที่การเกี่ยวข้องทางด้านจิตใจ อารมณ์  รวมทั้ง  ค่านิยมของประชาชนเป็นเครื่องชี้นำตนเองให้เข้ามามีส่วนร่วม  แสดงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  การกระทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้  ทำให้ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วม  เกิดความผูกพัน  มีความรู้สึกรับผิดชอบต่อกิจกรรมที่ดำเนินงานด้วยความสมัครใจ
                                   จากแนวคิดและทัศนะที่ได้กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด สามารถแยกประเด็นสรุปได้ว่า    การมีส่วนร่วมของประชาชนเกิดขึ้นจาก เป้าหมายที่ต้องการ  ค่านิยม ความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณี   ความผูกพัน  การเสริมแรง  โอกาส  ความสามารถ   การสนับสนุน   ความคาดหมายในสิ่งที่ต้องการ     โดยมีพื้นฐานของการมีส่วนร่วม ดังนี้ 
                                           1.    การมีส่วนร่วมบนพื้นฐานของเหตุผล
                                           2.    การมีส่วนร่วมบนพื้นฐานของค่านิยม
                                           3.    การมีส่วนร่วมบนพื้นฐานของประเพณี
                                           4.    การมีส่วนร่วมบนพื้นฐานของความผูกพัน  ความเสน่หา
                                   โดยสรุป การมีส่วนร่วมของชุมชนนั้น เกิดจากจิตใจที่ต้องการเข้าร่วมในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง  เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ของกลุ่มคนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตทางสังคม  ซึ่งการเร้าให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมนั้น  ผู้ดำเนินงานจะต้องมีความเข้าใจในวิธีการดำเนินชีวิต  ค่านิยม ประเพณี  ทัศนคติของบุคคล เพื่อให้เกิดความสมัครใจเข้าร่วมกิจกรรม
                           2.    ปัจจัยที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วม
                                   การที่ชุมชนจะเข้ามามีส่วนร่วมนั้น มีปัจจัยที่ส่งผลให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม   ซึ่งมีนักวิชาการได้เสนอแนวคิด ดังนี้
                                   คูฟแมน (Koufman. 1949 : 7) ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนในชนบท  พบว่า  อายุ  เพศ  การศึกษา  ขนาดของครอบครัว  อาชีพ  รายได้และระยะเวลาการอยู่อาศัยในท้องถิ่น  มีความสัมพันธ์กับระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน
                                   นอกจากนี้  ประยูร  ศรีประสาธน์ (2542 : 5)  ได้นำเสนอปัจจัยของการมีส่วนร่วม ว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วม  มีด้วยกัน  3 ปัจจัย  คือ
                                           1.    ปัจจัยส่วนบุคคล  ได้แก่  อายุ  เพศ
                                           2.    ปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ  ได้แก่  การศึกษา  อาชีพ  รายได้  และการเป็นสมาชิกกลุ่ม
                                           3.    ปัจจัยด้านการสื่อสาร ได้แก่  การรับข่าวสารจากสื่อมวลชนและสื่อบุคคล
                                   จากแนวคิดที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปปัจจัยต่อการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมได้ ดังนี้
                                           1.    ลักษณะส่วนบุคคล  ได้แก่  เพศ  อายุ  ระดับการศึกษา  ประสบการณ์ต่างๆ
                                           2.    ลักษณะทางเศรษฐกิจ  ได้แก่  อาชีพ รายได้
                                           3.    การได้รับข้อมูลข่าวสาร  ได้แก่  ความถี่ในการรับรู้ข่าวสาร  และแหล่งที่มาของข่าวสาร
                           3.    ขั้นตอนการมีส่วนร่วมของชุมชน
        การเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน         เพื่อการกระทำกิจกรรมใดกิจกรรม
หนึ่งให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนนั้น มีนักวิชาการได้เสนอแนวคิดถึงขั้นตอนการมีส่วนร่วมของชุมชน   ดังนี้
                                   ฟอร์นารอฟ (Fornaroff. 1980 : 104)  เสนอว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน มีขั้นตอนการมีส่วนร่วม  ดังนี้
                                           1.    การวางแผน รวมถึงการตัดสินใจในการกำหนดเป้าหมาย   กลวิธี  ทรัพยากรที่ต้องใช้  ตลอดจนการติดตามประเมินผล
                                           2.    การดำเนินงาน
                                           3.    การใช้บริการจากโครงการ
                                           4.    การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์
                                   นอกจากนี้ อภิญญา  กังสนารักษ์ (2544 : 14 – 15) ได้นำเสนอขั้นตอนการมีส่วนร่วมของชุมชนว่า ชุมชนต้องมีส่วนร่วมใน  4 ขั้นตอน  คือ
                                           1.    การมีส่วนร่วมในการริเริ่มโครงการ ร่วมค้นหาปัญหาและสาเหตุของปัญหาภายในชุมชน  ร่วมตัดสินใจกำหนดความต้องการและร่วมลำดับความสำคัญของความต้องการ
                                           2.    การมีส่วนร่วมในขั้นการวางแผน  กำหนดวัตถุประสงค์  วิธีการ  แนวทาง
การดำเนินงาน  รวมถึงทรัพยากรและแหล่งวิทยากรที่จะใช้ในโครงการ
                                           3.    การมีส่วนร่วมในขั้นตอนการดำเนินโครงการ ทำประโยชน์ให้แก่โครงการ  โดยร่วมช่วยเหลือด้านทุนทรัพย์  วัสดุอุปกรณ์  และแรงงาน
                                           4.    การมีส่วนร่วมในการประเมินผลโครงการ  เพื่อให้รู้ว่าผลจากการดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ โดยสามารถกำหนดการประเมินผลเป็นระยะต่อเนื่องหรือประเมินผลรวมทั้งโครงการในคราวเดียวก็ได้
                                   ส่วน อคิน  รพีพัฒน์  (2547 : 49) ได้แบ่งขั้นตอนการมีส่วนร่วมออกเป็น 4  ขั้นตอน  คือ
                                           1.    การกำหนดปัญหา  สาเหตุของปัญหา  ตลอดจนแนวทางแก้ไข 
                                           2.    การตัดสินใจเลือกแนวทาง  และวางแผนพัฒนา  แก้ไขปัญหา
                                           3.    การปฏิบัติงานในกิจกรรมการพัฒนาตามแผน
                                           4.    การประเมินผลงานกิจกรรมการพัฒนา
                                   ขั้นตอนการเข้ามามีส่วนร่วมของชุมชน  วิรัช  วิรัชนิภาวรรณ  (ออนไลน์. 2547) ได้สรุปและนำเสนอขั้นตอนการมีส่วนร่วมใน ลักษณะ  ได้แก่
                                           ลักษณะที่  1  มีขั้นตอน  ดังนี้ 
1.       การคิด
                                                   2.    การตัดสินใจ
                                                   3.    การวางแผน
                                                   4.    การลงมือปฏิบัติ
                                           ลักษณะที่  2   มีขั้นตอน  ดังนี้ 
                                                   1.    การกำหนดปัญหา
                                                   2.    การวางแผน
                                                   3.    การดำเนินงาน
                                                   4.    การประเมินผล
                                                   5.    การบำรุงรักษา  และพัฒนาให้คงไว้
                                   จากแนวคิดเกี่ยวกับขั้นตอนการมีส่วนร่วมของชุมชนทั้งหมดสรุปได้ว่า  ขั้นตอนของการเข้ามามีส่วนร่วมของชุมชนนั้นมี  6 ขั้นตอน  ได้แก่  
                                           1.    การค้นหาปัญหา  สาเหตุของปัญหา  และแนวทางแก้ไข
                                           2.    ตัดสินใจกำหนดความต้องการ
                                           3.    ลำดับความสำคัญ
                                           4.    วางแผน  กำหนดวัตถุประสงค์  วิธีการ  แนวทางการดำเนินงาน ทรัพยากร
                                           5.    วางแผน  กำหนดวัตถุประสงค์  วิธีการ  แนวทางการดำเนินงาน  ทรัพยากร
                                           6.    ดำเนินงานตามโครงการ  และ/หรือ  สนับสนุนการดำเนินงาน
                                           7.    ประเมินผล
        4.    รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา
                                   จากขั้นตอนของการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อการร่วมทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนนั้น  บนพื้นฐานของการเข้ามามีส่วนร่วม  ไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม  (ออนไลน์. 2547) ได้นำเสนอความคิดเห็นผ่านบทความ แลหน้าเศรษฐกิจสังคมไทย” สรุปการเข้ามีส่วนร่วมของประชาชนได้ใน  2  ลักษณะ  ได้แก่
                                           1.    การมีส่วนร่วมของประชาชนที่รัฐเป็นผู้นำ  การมีส่วนร่วมในลักษณะนี้เป็นการมองมาจากเบื้องบนหรือมาจากรัฐ ประชาชนเป็นเพียงผู้คอยรับนโยบายและปฏิบัติตาม
                                           2.    การมีส่วนร่วมที่เกิดจากความต้องการของประชาชนด้วยความสมัครใจโดยที่รัฐคอยช่วยเหลือให้คำแนะนำหรือคอยอำนวยความสะดวกเท่านั้น
                                   ทังนี้ จากการที่กฎหมายได้กำหนดบทบาทของท้องถิ่นกับการจัดการศึกษาในสาระมาตรา  41  ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ. 2542  แก้ไขเพิ่มเติม  (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545  ที่ระบุไว้ว่า  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิจัดการศึกษาในระดับใดระดับหนึ่งหรือทุกระดับตามความพร้อม  ความเหมาะสม  และความต้องการภายในท้องถิ่น  ทั้งนี้  วิชิต  นันทสุวรรณ  และจำนงค์  แรกพินิจ (2541 21-29)ได้นำเสนอรูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาไว้ดังนี้
                                           1.    รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาตนเอง  การจัดการศึกษาในลักษณะนี้  เกิดจากความสามารถและความต้องการของคนในชุมชน   ที่มุ่งให้เกิดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและตอบสนองความต้องการของสมาชิกในชุมชน  โดยยึดหลักให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างไม่มีขีดจำกัดของระยะเวลา สถานที่ เพศ และอายุ เป็นการเปิดโอกาสให้คนได้เรียนรู้ตามอัธยาศัยที่ แท้จริง  ชุมชนได้เข้ามามีบทบาทหลักในการจัดการศึกษา ทั้งนี้ รูปแบบการมีส่วนร่วมตามแนวทางนี้ ต้องอาศัยองค์ประกอบ   อย่างที่มีอยู่ในชุมชน  ได้แก่ คน  ความรู้ และทรัพยากร โดยมีกระบวนการดำเนินการ  คือ 
1.       การวิเคราะห์ – สังเคราะห์  ปัญหาชุมชน
2.       หาทางออกที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิต
3.       ดำเนินการสร้างกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนได้แก้ไขปัญหาที่มีอยู่
4.       ประเมินผลกิจกรรม
                                                   โดยการกำหนดเนื้อหาหรือกิจกรรมการเรียนรู้ จะเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันแล้วขยายออกไปสู่เนื้อหาหรือกิจกรรมที่ซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตทั้งหมด
                                           2.    รูปแบบการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียน  ชุมชนมีส่วนร่วมกับโรงเรียนในการสร้างหลักสูตรท้องถิ่นที่สัมพันธ์ และสอดคล้องกับความเป็นจริงของสภาพชุมชน สนองความต้องการและวิถีชีวิตของชุมชนในท้องถิ่น โดยบุคคลในท้องถิ่น เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน  ผู้รู้ผู้นำชุมชน  ผู้ปกครอง  มาจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นและประเมินผล
                                           3.    รูปแบบการเชื่อมประสานการจัดการศึกษาระหว่างโรงเรียนกับชุมชน  การมีส่วนร่วมของชุมชนในรูปแบบนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับชุมชนที่มีกระบวนการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง  มีองค์กรชุมชนเพื่อจัดการเรียนรู้ร่วมกัน  มีเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชุมชนอื่น
                                   รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา ตามที่ได้กล่าวมานั้น สรุปได้ว่า  รูปแบบการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษานั้น  นอกจากจะเป็นการมีส่วนร่วมกับโรงเรียนในการพัฒนา  การจัดการเรียนการสอนแล้ว นอกจากจะเป็นการมีส่วนร่วมกับโรงเรียนในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนแล้ว  ยังเป็นไปในลักษณะของการร่วมกันจัดการศึกษาให้แก่คนในชุมชน  เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนนั้น ๆ  ด้วยบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมในระดับสูง
                                   ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยมุ่งที่จะพัฒนาความรู้ ทักษะ ของเกษตรกร ซึ่งเป็นประชาชนนอกระบบโรงเรียนในชุมชน  จึงกำหนดใช้รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาตนเอง    โดยมุ่งหมายให้กลุ่มประชากรในชุมชนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อการพัฒนาความรู้ ทักษะและสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง  และชุมชนได้ต่อไปอย่างยั่งยืน
                                   จากการศึกษาทฤษฎี หลักการ แนวคิด และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สรุปได้ว่า
การมีส่วนร่วมของชุมชน   เกิดจากจิตใจที่ต้องการเข้าร่วมในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง   เพื่อให้เกิดผล  ต่อความต้องการของกลุ่มคนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตทางสังคม  ทั้งนี้  ในการที่จะให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงนั้น  การจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมต้องคำนึงถึง  วิถีการดำเนินชีวิต   ค่านิยม  ประเพณี  ทัศนคติของบุคคล   เพื่อให้เกิดความสมัครใจเข้าร่วมกิจกรรม   เพราะกลุ่มคนในชุมชน    มีความแตกต่างกันใน  ลักษณะส่วนบุคคล  ลักษณะทางเศรษฐกิจ และการได้รับข้อมูลข่าวสาร     ทั้งนี้  การเข้ามามีส่วนร่วมของชุมชนโดยสรุปมีขั้นตอมทั้งสิ้น ขั้นตอนคือ  1)  การวิเคราะห์ - สังเคราะห์ปัญหาของชุมชน  2) การวางแผนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิต  3)  การกำหนดกิจกรรม   4) การดำเนินกิจกรรม  และ 5)  การประเมินผลกิจกรรม   ซึ่งเป็นขั้นตอนของการเข้ามามีส่วนร่วมที่ให้ความสำคัญโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง โดยมีหน่วยงานภาครัฐคอยช่วยเหลือ ให้คำแนะนำหรืออำนวยความสะดวกเท่านั้น